โลกร้อนเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องหลอกลวง (มีวาระซ่อนเร้น)
Global Warming is a Hoax

                                                                  
น.พ. โชติช่วง ชุตินธร 
9/11/2015
                                                                                                        
UN สหประชาชาติกำลังจัดประชุมเกี่ยวกับเรื่องสนธิสัญญาโลกร้อน Treaty on Global Warming or Climate Change วันที่ 30/10/58--11/11/58 ที่กรุง ปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส เป็นการหลอกลวงและบิดเบือนข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง

สิบหก (18) ปี ที่ผ่านมาโลกไม่ได้ร้อนขึ้น Lord Monckton แถลงในที่ประชุมสหประชาชาติ U.N. Climate Change -Doha เมื่อ
ธันวาคม 2555 Link 1, Link 2   www.wattsupwiththat.com

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อเมริกา กว่า 31,000 คน ยืนยันว่าโลกไม่ได้ร้อนขึ้นจาก CO2 จากฝีมือมนุษย์ ปัจจุบันเราไม่มีหลักฐานยืนยันว่าภาวะโลกร้อนเป็นจริง หรือโลกร้อนเพราะ CO2 โดยที่เกิดจากมนุษย์ เพราะฉะนั้นเรา ไม่มีปัญหา โลกร้อน  www.petitionproject.org

Climate-gate (ไคลเมทเกต) คือการเปิดเผยการหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฏษ ลงพิมพ์ว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวและน่าอับอายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุควิทยาศาสตร์ ใน ปี 2552 มีข่าวไคลเมทเกต (Climate-gate) เกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูลหรืออุปโลกน์ข้อมูลเพื่อลวงโลกและผิดจรรยาบรรณ ของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย University of East Anglia (Climate Research Unit)

ของประเทศอังกฤษที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะอากาศที่จะทำให้โลกร้อนถูกเปิด เผยเพราะคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะอากาศ
(CRU) ถูกล้วงข้อมูลหรือถูกแฮค (hacked) และเอา e-mail ออกมาเผยแพร่ทั่วโลกพันกว่าฉบับซึ่งเปิดเผยว่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นผิด จรรยาบรรณโดยใช้วิธีปกปิดและบิดเบือนข้อมูลและทำลายข้อมูล และกลั่นแกล้งกีดกันนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยว่าโลกจะร้อนเพราะมนุษย์
ที่ผ่านมาสหประชาชาติก็นำข้อมูลที่บิดเบือน เหล่านี้ไปใช้อ้างอิงพิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นคนทำให้โลกร้อนและจะเกิดภัยพิบัติ ร้ายแรงตามมา การนำข้อมูลที่ถูกบิดเบือนคลาดเคลื่อนมายืนยันว่ามีปัญหาจึงไม่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น

ทางสหประชาชาติกำลังจะหาทางแก้ปัญหาด้วยการออกกฏหมายสนธิสัญญามาบังคับผู้คน

ทุกประเทศทั่วโลกให้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อลดก๊าซคาร์บอนหรือชดเชยกับ การปล่อยก๊าซคาร์บอน (carbon tax for carbon emissions) ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็นเพราะเราสร้างปัญหาจากข้อมูล ที่ผิดๆ และต้องเสียเงินมหาศาล

สหประชาชาติกล่าวว่าโลกจะร้อนขึ้นเพราะเกิดจาก CO2 และก๊าซเรือนกระจก แต่ความเป็นจริง 18 ปีที่ผ่านมานี้ โลกไม่ได้ร้อนขึ้น ามงานวิจัย มนุษย์ไม่ได้ทำให้โลกร้อนมาก เพิ่มเพียง 1 – 2 องศาฟาเรนไฮด์ในอีก 100 ปีข้างหน้า www.cfact.org

ในยุคกลางของประวัติศาสตร์มีอยู่ช่วงหนึ่งเรียกว่า Medieval Warm Period

ึ่งมีความร้อนสูงกว่าปัจจุบันซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าเป็นความจริง มัยนั้นยังไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่มีโรงงานปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่มีรถยนต์ ไม่มีการใช้เชื้อเพลิงที่มาจากถ่านหิน แต่โลกก็มีภาวะร้อนกว่าปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการที่โลกร้อนขึ้นหรือเย็นลง เป็นเพราะความ

เปลี่ยนแปลงตามวงจรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ เช่น
sun spots or solar flares ไม่เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือ co2 ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์  เราถูกหลอกว่าโลกร้อนจะทำให้หมีโพลาน้อยลงหรือสูญพันธุ์ จริงๆแล้วมีงานวิจัยรายงานว่า 40 ปี ที่ผ่านมาหมีโพลาไม่ได้น้อยลง แต่กลับมีมากขึ้น

จากภาพที่เห็นในข่าวโทรทัศน์ว่าก้อนน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือจำนวนมหึมากำลัง

จะละลายเป็นน้ำอย่างน่ากลัวและจะทำให้น้ำท่วมชายฝั่งและทำให้เกาะต่าง ๆ

สูญหายไปและน้ำจะท่วมทั่วไปหมดซึ่งข่าวเหล่านี้ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก แต่ความจริงแล้ว ก้อนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ไม่ได้น้อยลง แต่บางช่วงบางเวลาอาจจะมีละลายบ้างและน้ำแข็งเพิ่มขึ้นบ้างตามวงจรของ ธรรมชาติ (University of Illinois - sea ice Link 1, Link 2, Link 3, Link 4, Link 5;   See Google: Antarctic Gaining Ice—Telegraph)

อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ถ้าเราไปลงนามเซ็นสนธิสัญญา (Treaty on Global Warming) กับสหประชาชาติเรื่องโลกร้อน อ่านบทความ “โลกร้อนจริงไหม” ของ น.พ. โชติช่วง ได้ที่ www.doctorfreedom.com ประมาณ 6  ปีก่อน ผู้เขียนๆบทความนี้ (หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ วันที่ 24 ธันวาคม 2552 และ Manager Online วันที่ 23 ธันวาคม 2552) คาดการณ์ไว้ว่าสนธิสัญญาโลกร้อน

ทำให้เกิดการเก็บภาษีคาร์บอนและ การเสียภาษีคาร์บอนจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงขึ้นและสิ่งของจะแพง ขึ้นค่าครองชีพสูงขึ้น คนตกงานมากขึ้น ปัจจุบัน เป็นจริงแล้ว และอีกหลายๆอย่างที่วิเคราะห์ล่วงหน้าไว้กำลังจะเกิดขึ้นตามมา

1) E.U. ตกลงที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับเครื่องบินที่บินเข้า E.U. ทำให้ค่าเครื่องบินแพงขึ้นแต่ถูกเลื่อนไปเพราะหลายประเทศประท้วง 

 2)ประเทศไทยก็เตรียมจะขึ้นภาษีรถยนต์โดยการเก็บภาษีคาร์บอนแต่ชะงักชั่วคราวเพราะเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2011  

 3)ส่วนประเทศ Australia ตั้งแต่วันที 1 กรกฎาคม 2012 เริ่มเก็บภาษีคาร์บอนกับ 300 บริษัท (โรงงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก เหมืองแร่ สายการบิน และอุตสาหกรรมผลิตพลังงานเชื้อเพลิงเป็นต้น) การเก็บภาษีคาร์บอนนี้Tony Abbott

หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่าวิธีนี้แพงและไม่จำเป็นและจะทำให้คนตกงานและค่า ครองชีพจะสูงขึ้นและไม่ได้ช่วยสิ่งแวดล้อม นายโทนี่ให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2013 นี้เขาจะคว่ำภาษีคาร์บอนอย่างแน่นอน ต่อมาเมื่อ นายโทนี่ แอ็บบ็อตชนะเลือกตั้งแล้วท่านก็ได้ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้คือ คว่ำกฎหมายการเก็บภาษีคาร์บอน

และท่านยังแถลงว่าทำให้แม่บ้านชาวออสเตรเลียประหยัดเงินครอบครัวละ $550 ต่อปี (See Google:Tony Abbott repealing carbon tax)

การประชุมที่ Warsaw, Doha, Mexico, Copenhagen และ Kyoto ต่างก็ มีวาระซ่อนเร้น (hidden agenda)
การประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อม(โลกร้อน)เป็นข้ออ้างที่ทำให้คนกลัวแล้วก็ลงนามในสนธิสัญญาซึ่งเขามีเป้าหมายจะจัดตั้ง
รัฐบาลโลก New World Order แบบเผด็จการด้วยการเก็บภาษีคาร์บอนทั่วโลกคือภาษีโลก world tax
สนธิสัญญาโลกร้อน (Treaty on Global Warming) มี อำนาจเหนือกว่ารัฐธรรมนูญของเรา สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยจะถูกยึดและทำลาย
และเราก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ

”รัฐบาล
โลก” ซึ่งเป็นเผด็จการอย่างแน่นอน ถ้ารัฐบาลโลกมีอำนาจกำหนดและเก็บภาษี (เช่น ภาษีคาร์บอน) และควบคุมการใช้พลังงานและควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อมซึ่งทั้งหมดนี้จะกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของไทย
(เพราะฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
. 190  สมัยรัฐบาล  นายกยิ่งลักษณ์ จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะขาดการตรวสจสอบของรัฐสภาและประชาชน)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
สรุป เรื่องโลกร้อนจากการกระทำของมนุษย์จะทำให้เกิดภัยพิบัติเป็นเรื่องหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์ทำให้คาร์บอนหรือก๊าซ CO2 เพิ่มมากขึ้นจนสามารถเกิดภัยพิบัติ แต่มีหลักฐานจากงานวิจัยเพิ่มขึ้นมากมายโดยตลอดยืนยันว่าโลกร้อนเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องหลอกลวง 
 เช่น งานวิจัยของ MIT (Dr. Richard Lindzen) นักวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านภูมิอากาศ โดยใช้เวลา 20 ปี วัดอุณหภูมิเก็บข้อมูลสรุปได้ว่าอุณภูมิของโลกเพิ่มขึ้นจาก ก๊าซ CO2 และก๊าซเรือนกระจกเพียง 1/6 ของตัวเลขที่สหประชาชาติเคยประกาศไว้สำหรับอีก 100 ปี ข้างหน้าอุณหภูมิจะ เพิ่มน้อยกว่า 2 องศา F

ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากไม่ต้องกลัวว่าโลกจะแตก

ประเทศไทยไม่ควรร่วมลงนามในสนธิสัญญาเกี่ยวกับ “โลกร้อน” เพราะเรื่อง
“โลกร้อน”ไม่ใช่ปัญหาเพราะหากประเทศไทยร่วมลงนามแล้วจะยิ่งมีปัญหาเพรา
ะจะ
เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและอำนาจอธิปไตยของเรา และเป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของเรา

การเก็บภาษีคาร์บอนคือการหลอกลวงและขูดรีดเอาเงินภาษีจากประชาชนโดยอ้างว่า จะเอาเงินภาษีคาร์บอนไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (ภาวะโลกร้อน) ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีปัญหา 18  ปีที่ผ่านมาโลกไม่ได้ร้อนขึ้น   www.wattsupwiththat.com

น.พ.โชติช่วง ชุตินธร  (อดีตประธานชมรมผู้บริโภคแห่งสยาม)  ( Dr. Chokchuang Chutinaton )                                                                                                                                              
อ้างอิง:  doctorfreedom.com  www.cfact.org;  www.climatedepot.com www.scienceandpublicpolicy.org www.wattsupwiththat.com   See Google and You Tube: Lord Christopher Monckton, Marc Morano  and Dr. Richard Lindzen

 
   
   
Home About the Author Contact Info